วัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่นแม่ใจ :

 : ความเชื่อประเพณีที่คนในท้องถิ่นยึดถือปฏิบัติ มีดังนี้

1. ประเพณีการแต่งงานและการเกิด  2. ประเพณีสรงน้ำพระเจ้าทองทิพย์      
3. พิธีสรงน้ำพระเจ้าองค์ดำ     4. การปล่อยโคมลอย เดือนยี่เป็ง     
5. งานยี่เป็ง หรือ ลอยกระทง        6. ประเพณีขึ้นพระธาตุ (สรงน้ำพระะธาตุ)      
7. ประเพณีปีใหม่ (วันสงกรานต์)  8. ประเพณีทานข้าวสลาก   
9. การทานข้าวใหม่       10. ประเพณีปอยหลวง  
11.ปอยน้อย : การบวชลูกแก้วหรือบรรพชา 12. ประเพณีตีกลองปูจา (บูชา)   
13. ประเพณีอื่นๆ

งานประเพณี ส่วนใหญ่จะคล้ายกันกับงานประเพณีของชาวภาคเหนือตอนบน เช่นประเพณีลอยกระทงสงกรานต์ รดน้ำดำหัว ตานข้าวใหม่ สืบชะตา สรงน้ำพระธาตุ แปดเป็ง แห่ครัวตาน เทศมหาชาติ บายศรีสู่ขวัญ เป็นต้น จะมีแตกต่างจากภาคอื่น ๆ บ้าง ในรายละเอียดของการปฏิบัติ เช่น การแต่งงาน งานศพ ตานก๋วยสลาก ตีกลองปูจา ตานข้าวใหม่ ตักบาตร เป็งปุด เป็นต้น

ด้านภาษาพูดของกลุ่มชนในอำเภอแม่ใจส่วนใหญ่ใช้คำเมือง หรือภาษาล้านนา แต่เดิมนั้นภาษาล้านนาใช้บันทึก ค่าวธรรม คำสอน นิทาน จ๊อย จะบันทึกไว้ในปั๊ปสา ปั๊ปใบลาน ปัจจุบันมีการอนุรักษ์และฟื้นฟูภาษาล้านนา โดยพระครูมานัสนทีพิทักษ์ร่วม กับคณะสงฆ์อำเภอแม่ใจ เปิดสอน ณ สำนักศาสนศึกษาวัดโพธาราม ตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่ใจ เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาและสืบทอดภาษาล้านนาไว้ตลอดไป

ส่วนการแต่งกายของกลุ่มชนในอำเภอแม่ใจ ผู้ชายชาวบ้านส่วนใหญ่มักใส่เสื้อหม้อฮ่อม และกางเกงสามดูก (เตี่ยวสะดอ) ผ้าที่ใช้ตัดเย็บจะเป็นผ้าฝ้ายสีตุ่น นำมาย้อมด้วยฮ่อม หรือมะเกลือ ใส่ไปได้หลายโอกาสส่วนการแต่งกายของผู้หญิงชาวบ้าน ส่วนใหญ่จะนุ่งผ้าซิ่น แต่เดิมนิยมนุ่งซิ่นตีนต่อลายขวาง เสื้อคอกลม แขนกระบอก ปัจจุบันอำเภอแม่ใจ ได้รณรงค์ให้ข้าราชการและนักเรียน แต่งกายอนุรักษ์ไทยทุก วันศุกร์  เพื่อเป็นการอนุรักษ์การแต่งกายแบบล้านนา และส่งเสริมสินค้าไทย

และด้านอาหาร แต่เดิมนั้นชาวบ้านแม่ใจนั่งกับพื้นกินขันโตก มีก่องข้าว หรือแอ๊บข้าวใส่ข้าวนึ่ง วางอยู่ข้าง ๆ เนื่องจากกลุ่มชนในอำเภอแม่ใจ เป็นชาวพื้นเมือง ส่วนใหญ่ ดังนั้น อาหารการกินจึงเป็นอาหารพื้นเมืองที่ปรุงจากพืช เช่น แกงแค แกงบอน แกงผักกาด แกงหัวปลี แกงหยวก แกงหน่อไม้ ยำหน่อไม้ใส่น้ำปู จอผักกาด แกงผักปั๋ง แกงผักแคบ แกงตูน แกงเห็ดจากป่า เช่น แกงเห็ดโคน แกงเห็ดหล่ม แกงเห็ดถอบ ส่วนอาหารที่ได้จากเนื้อสัตว์ได้แก่ ลาบจิ้น แกงอ่อม แกงกระด้าง ห่อนึ่ง แคบหมู แอ๊บอ่องออ แอ๊บปลา ไส้อั่ว น้ำพริกปลา น้ำพริกน้ำปู โดยเฉพาะน้ำปูของชาวแม่ใจ มีรสชาดดี ขึ้นชื่อ เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน อีกอย่างหนึ่งของชาวแม่ใจ นอกจากนี้ยังมีอาหารที่ได้รับอิทธิพลจากชาวเงี้ยว ที่อยู่ในแม่ใจ เช่น แกงฮังเล น้ำพริกอ่อง ขนมจีนน้ำเงี้ยว และอาหาที่ได้มาจากการถนออาหาร ได้แก่ แกงหน่อไม้ส้ม ผักกาดดอง ปลาส้ม ปลาพัก ปลาจ่อม ขี้ปลาขม จิ้นส้ม เป็นต้น

ประเพณีการแต่งงาน

การแต่งงาน เป็นการสืบเผ่าพงศ์ของมนุษยชาติ แต่ละชาติ แต่ละเผ่าพันธ์ ย่อมจะมีประเพณีที่แตกค่างกันออกไปตามความนำยม และความเชื่อถือแต่ละเผ่า ในสมัยโบราณกลุ่มชนล้านนาไทย ได้ให้อิสระในการแสวงหาคู่แก่หนุ่มสาว มีน้อยรายที่จะมีการบังคับขืนใจกัน ซึ่งนับได้ว่าเป็นประเพณีและวัฒนธรรมที่เรา ภาคภูมิใจ เพราะเป็นที่ทันสมัยและมีความเป็นธรรม (สิงฆะ วรรณสัย 2521 : 97) กลุ่มชนในบ้านแม่ใจ ก็เช่นเดียวกัน บิดา มารดา ให้อิสระในการเลือกคู่ครอง โดยบิดา มารดา ของฝ่ายหญิงจะเปิดโอกาสให้มาคุยกันได้ที่บ้านของฝ่ายหญิง ในเวลากลางคืน ขณะที่ฝ่ายหญิงทำงาน เช่น ปั่นฝ้าย เสียบหมาก สานหมวก ตำข้าว เป็นต้น

เมื่อหนุ่มสาวคุ้นเคยรักและพอใจซึ่งกันและกันแล้ว ทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ จะไปทาบทามฝ่ายตรงข้าม เรียกว่า “ไปเติงกัน” เพื่อให้ทราบแน่ชัดและ เกิดความมั่นใจไม่หลอกลวงกัน เมื่อตกลงกันเป็นมั่นเหมาะแล้วก็หาฤกษ์แต่งงาน ในล้านนาไทยนิยมแต่งงานในเดือนคู่ ไม่นิยมแต่งงานในเดือนคี่ และในฤดูเข้าพรรษา (สิงฆะ วรรณสัย 2521 : 98) เมื่อกำหนดวันได้แล้ว ทางฝ่ายหญิงก็จะตระเตรียม เครื่องนอนทั้งหมด เช่น ที่นอน มุ้ง หมอน ผ้าห่ม ส่วนฝ่ายชายมีหน้าที่ออกเงินเลี้ยงแขก ที่เชิญมาร่วมงาน

พอถึงกำหนดวันแต่งงาน ฝ่ายหญิงต้องเตรียมตกแต่งสถานที่ที่จัดพิธี ซึ่งส่วนใหญ่ก็ใช้ เติ๋น (ห้องโถงของบ้าน) ห้องนอน ขันผูกข้อมือ (บายศรี) ซึ่งทำด้วยใบตองหรือดอกไม้สด ของสำหรับขึ้นท้าวทั้งสี่ อาหารเลี้ยงแขก อาจารย์เรียกขวัญ ตลอดการเลี้ยงผีปู่ย่า เพื่อบอกให้ทราบถึงการมาเพิ่มของสมาชิก

เมื่อได้เวลาแล้ว ขบวนเจ้าบ่าวก็จะแห่ออกจากบ้านโดยนำสมบัติของเจ้าบ่าว เช่น หีบใส่ทอง หรือใส่เงิน เมื่อขบวนเจ้าบ่าวมาถึงประตูบ้านเจ้าสาวแล้ว ทางบ้านเจ้าสาวก็จะใช้เข็มขัดเงินขึงประตูบ้านไว้ สมมุติว่าเป็นประตูเงิน ไม่ยอม ให้เจ้าบ่าวเข้าไปโดยมีฝ่ายเจ้าสาวกันไว้ พร้อมกับเจรจาไต่ถามถึงสาเหตุที่ที่มา ว่ามาทำไม เมื่อทราบวัตถุประสงค์ของฝ่ายเจ้าบ่าวแล้วก็จะมีการเรียกค่าผ่านประตูเงิน เมื่อเจรจาและได้ค่าผ่านประตูเป็นที่พอใจก็ให้ผ่านประตูเงินไป

จากนั้นก็จะไปพบประตูนากเชิงบันไดชั้นล่าง ก็ต้องเจรจากันอีก เรื่องที่เจรจา ก็เป็นเรื่องที่เป็นมงคลและครึกครื้น เมื่อผ่านประตูนาก แล้วก็จะไปพบ ประตูทองที่หัวบันไดอีกหนึ่งประตู การเจรจาก็เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งจน สามารถผ่านพ้นไปได้แล้ว ก็จะเชิญเจ้าสาวมานั่งที่หน้าขันผูกข้อมือ ซึ่งอาจารย์เรียกขวัญก็เตรียมพร้อมอยู่แล้วและมีการเชิญเจ้าบ่าว หรือค้นหาเจ้าบ่าว กันอีก ครั้งหนึ่ง เพื่อความสนุกสนานและครึกครื้น เมื่อได้ตัวเจ้าบ่าว แล้วก็นำมานั่งเคียงทางขวามือของเจ้าสาว เพื่อเป็นการยกย่องสามีให้เป็น ผู้นำตามคติโบราณ ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา

จากนั้นอาจารย์เรียกขวัญก็จะปัดเคราะห์ จบแล้วก็จะเรียกขวัญและผู้ข้อมือก่อน เป็นคนแรก แล้วจึงให้ญาติผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายเจ้าบ่าว และเจ้าสาวผูกข้อมือต่อจนหมด เมื่อผู้ข้อมือเรียบร้อยแล้ว ก็ทำพิธีส่งตัวเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเข้าหอ โดยเลือกคนที่มี ประวัติหรือมีชื่อที่เป็นมงคลจูงเข้าห้องหอ และผู้ที่จัดที่นอนของคู่บ่าวสาว ก็เช่นกัน จะเลือกเชิญเอาคู่สมรสที่ครองรักกันมาด้วยดีไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นผู้จัดที่นอนให้ ส่วนแม่หม้ายแม่ร้างก็ไม่ให้เข้าไปในห้องหอของคู่บ่าวสาวได้ เพราะถือว่าจะไม่เป็นมงคล ต่อ การเริ่มต้นชีวิตใหม่     ประเพณีการแต่งงานของ  หนุ่มสาวในอำเภอแม่ใจ ปัจจุบันอาจ เปลี่ยนแปลงไปบ้าง ตามยุคตามสมัย

หัวข้อ


การเกิด (คลอด)

เมื่อเด็กคลอดออกมาถึงพื้นเรียกว่า “ตกฟาก” ญาติพี่น้องจะจับเวลา เกิดไว้เพื่อ ให้โหรทำนาย จากนั้นประมาณ 5 นาที รกก็จะตามออกมา แม่ฮับ (หมอตำแย) จะใช้ผิวไม้เฮี้ย (ไม้ไผ่ชนิดหนึ่ง) ตัดสายรก เอารกที่ตัดแล้วใส่เกลือ ขมิ้นผงแล้ว ห่อด้วยใบตองไปฝังที่ใต้บันได เอาใบหนาดและหนามพุทราคลุมไว้ หรือเอาใบหนาดห้อยตามชายคาเรือนกันผีร้าย

การที่ทำเช่นนี้ เพราะความเชื่อที่ว่า ผู้มีลูกอ่อนนั้นขวัญอ่อน ผีจะมารบกวน และการเอารกฝังไว้ใต้บันใด ก็เนื่องจากสมัยที่ยังเป็นเมืองขึ้นของพม่า พม่าเกรงว่าจะมีคนมีบุญมาเกิด และกู้อิสรภาพ จึงให้เอารกของทารกฝังใต้บันใด ให้คนเหยียบขึ้นลงจะได้เสื่อม

เมื่อคลอดเสร็จแล้วมารดาจะต้องอยู่เดือน ( อยู่ไฟ ) ถ้าลูกเป็นหญิงอยู่ไฟ 30 วัน เรียกว่า “ เผื่อกี่ เผื่อด้าย “ เพราะลูกผู้หญิงจะต้องเรียนรู้การปั่นด้าย ทอผ้า ถ้าเป็นลูก ผู้ชายให้อยู่เพียง 28 วัน เป็นเคล็ดให้หยุดคมหอกคมดาบ การอยู่ไฟนั้นแม้จะต้อง “เข้าเส้า” คือรมยา การรมยานี้ต้องทำหลังคลอดแล้ว 3 วัน การอยู่ไฟจะต้องอยู่ในห้อง เพื่อให้มดลูกเข้าอู่เร็ว และไม่ให้แม่ได้กลิ่นจากของแสลง เช่น น้ำอบ น้ำหอม อาหารบางชนิด จะทำให้ผิดเดือน

ความเชื่อเกี่ยวกับการเลี้ยงทารกของชาวแม่ใจคล้ายกับชาวล้านนาทั่วไป เช่น

  • เมื่อคลอดออกมาแล้วไม่ให้ชมลูกว่างาม เพราะจะทำให้เลี้ยงยาก

  • ไม่ให้เด็กกินเนื้อกับปลาเปล่า ๆ กลัวเด็กจะเป็นด้อย ( ซางหรือ ตาลขโมย)

  • เด็กอายุไม่ถึง 6 เดือน อย่าอุ้มคร่อมเอวจะทำให้ขาโกง

  • เด็กไม่ถึงวัยนั่ง อย่าให้นั่ง จะทำให้หลังโกง

  • เด็กเริ่มจะตั้งไข่ อย่าทัก จะทำให้เด็กไม่ตั้งไข่ จะหยุดไป 7 วัน

  • เด็กเป็นไข้ เอาเปลือกกอก รากคา ตาอ้อย ปลวกขึ้นไม้ดินและดินที่ปลวกขึ้น พร้อมด้วยข้าวสารจ้าวห่อผ้าขาวแช่น้ำแล้วให้เด็กกิน แต่ถ้าเป็นไข้แล้วตัวเย็น ให้เอาผ้าดำหม้อฮ่อมที่คนใส่ในวันนั้น ไปผิงไฟให้อุ่นแล้วนำมาห่มให้

  • เด็กไม่กินข้าวหรือกินแล้วอาเจียน ให้เอาหญ้าหลับมืน (ชุมเห็ด ) มาล้างและเอานึ่งกับข้าวสุก ข้าติดใบหญ้าหลับมืนเท่าไร เอามาให้เด็กกิน

  • ถ้าเด็กคว่ำห้ามช่วย เพราะโตขึ้นจะช่วยตัวเองไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ

หัวข้อ


วัฒนธรรม ประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ ของชาวแม่ใจ

ประเพณีสรงน้ำพระเจ้าทองทิพย์

ประวัติความเป็นมาของพระพุทธเจ้าทองทิพย์
พระพุทธรูปเจ้าทองทิพย์ เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของอำเภอแม่ใจ ซึ่งสถิตประดิษฐานเป็นประธานอยู่ในวิหารวัดศรีสุพรรณ หมู่ที่ 1 ตำบลแม่ใจ อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอแม่ใจ พระพุทธรูปเจ้าทองทิพย์นี้มีรูปลักษณะ งดงามมาก เป็นพุทธรูปสมัยเชียงแสนรุ่นที่ 3 (สิงห์ 3) เป็นทองสัมฤทธิ์ตลอดทั้งองค์ มีพระพักตร์เป็นเนื้อทองสุกเปล่งปลั่งตลอดเวลา พระศอละเอียดเป็นปล้อง พระเกศาเป็น เปลว มีขนาดหน้าตักกว้าง 72 เซนติเมตร

จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ชาวอำเภอแม่ใจเล่าว่า แต่เดิมนั้นบริเวณบ้านแม่ใจ โดยทั่วไปเต็มไปด้วยป่าไม้และดงไผ่ขึ้นหนาทึบ และต่อมาจึงเกิดไฟไหม้ขึ้น บริเวณป่าไม้และดงไผ่นั้น แต่มีกอไผ่ใหญ่กอหนึ่งที่ไฟไม่ไหม้ ชาวบ้านจึงเห็นเป็น อัศจรรย์จึง ข้าไปตรวจดู จึงได้พบพระพุทธรูปเจ้าทองทิพย์ซึ่งมีรูปลักษณะ สวยงามอยู่ในระหว่างกอไผ่กอนั้น ต่อมาชาวบ้านจึงได้ร่วมใจกัน สร้างวิหารถาวร เป็นที่สถิตประดิษฐาน พระพุทธรูปเจ้าทองทิพย์ไว้ตรงบริเวณดงกอไผ่เดิม โดยมิได้โยกย้ายเลยจนปัจจุบัน

เสียงเล่าขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปเจ้าทองทิพย์นั้น เพราะว่าเมื่อฝนฟ้าไม่ตก ต้องตามฤดูกาล บ้านเมืองแห้งแล้ง หรือชาวบ้านเกิดการเจ็บป่วย ประสบเคราะห์กรรมใด ๆ ก็จะร่วมกันอันเชิญพระพุทธรูปเจ้าทองทิพย์ ลงจากแท่นอาสนะที่สถิตประดิษฐาน กระทำพิธีบวงสรวงสักการะบูชาแห่สรงน้ำ ฝนก็จะตกลงมาทันที หรือผู้ที่ประสบ เคราะห์กรรม เมื่อมาสักการะบูชาก็จะมีโชคลาภ มีความสุขสบายขึ้น

ในวันที่ 17 เมษายน ของทุก ๆ ปีจะมีวันสำคัญยิ่งของพระพุทธรูปเจ้าทองทิพย์คือ งานประเพณีสรงน้ำพระเจ้าทองทิพย์ ในวันนั้นประชาชนทั้งใกล้และไกล จะพากันมา ร่วมพิธีอันสำคัญนี้อย่างมากมายมิได้ขาดและจะนำเอาน้ำที่ผ่านการสรงพระพุทธรูปเจ้าทองทิพย์ ใส่ภาชนะนำกับไปบ้าน เพื่อปะพรมบ้านเรือนและลูกหลาน เชื่อว่าจะทำให้อยู่ดีมีความสุข

กล่าวกันว่า หากปีใดมิได้มาสรงน้ำพระพุทธรูปเจ้าทองทิพย์แล้ว ในปีนั้นจะไม่ค่อยมีความสุขความสบายและยังไม่มีโชคลาภด้วย ดังนั้นพระพุทธรูปเจ้าทองทิพย์จึงเป็นที่เคารพสักการะและเป็นมิ่งขวัญของชาวอำเภอแม่ใจ ตลอดถึงชาวพุทธศาสนิกชนทั้งใกล้และไกลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันฯ

คำไหว้พระพุทธรูปเจ้าทองทิพย์

ทิพพะสุวัณณะนามัง พุทธะปะฏิมัง สีเสนะ มัยหัง อะหัง วันทามิ สัพพะทา อะยังทิพพะ สุวัณณะ  นามัง พุทธะปะฏิมายะ ปูชานิสังโส มัยหัง ฑีฆะรัตตัง อัตถายะ หิตายะ สุขายะ สังวัตตะตูติฯ

ข้าพเจ้า ขอน้อมกราบไหว้พระพุทธปฏิมาอันมีนามว่า พระเจ้าทองทิพย์ ด้วยเศียรเกล้าของข้าพเจ้าตลอดกาลทุกเมื่อ ขออานิสงส์แห่งการบูชาพระพุทธปฏิมาอันมีนามว่า พระเจ้าทองทิพย์ นี้จงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ความเจริญ แก่ข้าพเจ้าตลอดกาลนานเทอญฯ

พระเจ้าทองทิพย์เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็น ที่เคารพสักการะ ของชาวอำเภอแม่ใจ พระเจ้าทองทิพย์เป็นพระพุทธรูป ที่หล่อด้วย ทองสัมฤทธิ์ สมัยเชียงแสนรุ่นที่ 3 ประดิษฐานอยู่ ณ วิหารวัดศรีสุพรรณ หมู่ที่ 1 ตำบลแม่ใจ อำเภอแม่ใจ ชาวอำเภอแม่ใจยับถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะมีผู้นำดอกไม้ธูปเทียน ไปบูชาและบนบานขอพร ขอสิ่งที่ตนต้องการ หรือขอให้พ้นจากเคราะห์ภัยต่าง ๆ เป็นประจำ

หัวข้อ


พิธีสรงน้ำพระเจ้าองค์ดำ

พระเจ้าองค์ดำเป็นพระพุทธรูปที่เคารพบูชาของชาวอำเภอแม่ใจ เป็นทองสัมฤทธิ์สีดำ ถ้าปีไหนฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านจะอัญเชิญพระเจ้าองค์ดำลงจากแท่นบูชาและทำพิธีขอฝน ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ( เดือน 9 เหนือ ) ของทุกปี ชาวบ้านจะร่วมกันจัดงาน พิธีประเพณีสรงน้ำพระเป็นประจำทุกปี

หัวข้อ


การปล่อยโคมลอย เดือนยี่เป็ง

เดือนยี่เป็งเหนือ มีประเพณีฟังเทศน์มหาชาติ ซึ่งทางภาคเหนือนิยมพูดกันว่า ตั้งธรรมหลวง ประเพณีนี้นิยมทำกันแทบทุกวัดวาอาราม เชื่อกันว่าการฟังเทศน์มหาชาติ 13 กัณฑ์ในวันเดียวจนจบ จักได้รับอานิสงส์เมื่อตายไปแล้วจะได้ไปเกิดในสวรรค์ ประเพณีเดือนยี่เป็ง บางวัดก็จัดเป็น 2-3 วัน คือวันแรกเป็นวันแต่งดา จะมีการประดับ ประดาตกแต่งสถานที่มีการขัดราชวัตร ปักจ๊อน้อยตุงจัย ตุงอ่องแอ่ง ( ช่อธงเป็นรูปช้าง ม้า วัง ควาย รูปคน หญิง ชาย) เอามาแขวนไว้ตามจุดหรือสถานที่ที่จัดตั้งธรรมาสน์เทศน์ มักนิยมกันใช้วิหารเป็นสถานที่ประกอบพิธี โดยเฉพาะธรรมาสน์นั้น จะประดับประดาเป็นพิเศษ ประหนึ่งว่าธรรมาสน์นั้นตั้งอยู่กลางป่าหิมพานต์ คือประดับไปด้วยหน่อกล้วย หน่ออ้อยแนบดอกไม้1,000 ดอก มะพร้าว กล้วย อ้อยเป็นลำเพื่อบูชาคาถาพันส่วนด้านนอกจะจัดเป็นทางเดิน สองข้างประดับไป
ด้วยโคมไฟน้อยใหญ่ ธงรูปช้าง ม้า ธงเสมาธรรมจักรและธงชาติ เข้าใจกันว่าเป็นการอัญเชิญพระยาเวสสันดรเข้าสู่เมือง

วันสอง จะมีการเทศน์มหาชาติ 13 กัณฑ์ เป็นการอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติและต่อด้วย การเทศน์ธรรมชะตาปี เดือนและวันเกิด เชื่อกันว่าผู้ใดเอาธรรมชะตาไปฟัง จะทำให้ชะตาชีวิตของตนรุ่งโรจน์ ในหน้าที่การงานและปราศจาก โรคภัยไข้เจ็บ ตลอดถึงอุปัทวะกังวลทุกอย่าง

วันสุดท้าย คือวันเดือนยี่เป็ง ( เพ็ญเดือน 12 ) เริ่มงานตั่งแต่เลยเที่ยงคืนของวันขึ้น 14 ค่ำ ประมาณ ตี 01.00 น. มีการนึ่งข้าวเหนียวให้สุก เพื่อเอามาทำเป็นก้อนให้พอ 1,000 ก้อน เพื่อบูชาพระคาถาพัน พอได้เวลาประมาณ 04.00 น. ก็จะเริ่มเทศน์ กัณฑ์ที่ 1 ทศพร เป็นลำดับไปจนถึงกัณฑ์ที่ 13 นครกัณฑ์ หากเทศน์ที่มีเนื้อเรื่องมาก เช่น ฉบับเฒ่าลืมหลับ อินดงเหลา ไผ่แจ้เรียวแดง ฯลฯ เหล่านี้ก็ครบ 13 กัณฑ์ประมาณ เที่ยงคืน และในช่วงกลางวันในแต่ละวันจะมีการปล่อยโคมลอย เพื่อเป็นการปล่อย เคราะห์ให้ลอยไปในอากาศ เวลาหัวค่ำก็จะมีการแสดงธรรมอานิสงส์ผะตี๊ด (ประทีป ) สลับช่วงนี้ทุกคนที่อยู่ในพิธีก็จะจุดผะตี๊ดบูชา ทางวัดจะมีการให้สัญญาณ กลอง ฆ้อง เพื่อให้คนที่ไม่สามารถเข้าร่วมพิธี ได้จุดผะตี๊ดบูชาที่บ้านของตน

ในวันนี้กลุ่มหนุ่มสาว กลุ่มพ่อบ้าน กลุ่มแม่บ้าน มักจะร่วมกันจัดเป็นเจ้าของกัณฑ์เทศน์ ตอนหัวค่ำจะพากันจัดขบวนแห่เข้าไปวัดกันอย่างสนุกสนาน ในวันแรม 1 ค่ำตอนกลางคือจะมีการลอยกระทงตามแม่น้ำลำคลอง สมัยก่อนนั้นเป็นกระทงเล็ก ๆ ไม่มีการประกวด จัดขึ้นเพื่อไปลอยเป็นการบูชาพระแม่คงคา หรือรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า โดยใช้ใบกล้วยเย็บเป็นกระทง พอรุ่งขึ้นทุกคนต่างไปเก็บกระทงขึ้นบก ไม่มีกระทงใหญ่

หัวข้อ


งานยี่เป็งหรืองานลอยกระทง

ตรงกับวันเพ็ญเดือนยี่เหนือ ( พฤศจิกายน ) งานมี 2 วันคือวันขึ้น 15 ค่ำ และวันแรม 1 ค่ำ เรียกว่ายี่เป็ง จัดขึ้นเพื่อเป็นการบูชาพระอุปคุตซึ่งพำนักอยู่ในทะเลลึก และเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา งานยี่เป็งเป็นเทศกาลประจำฤดูหนาว ช่วงเช้าเป็นการเข้าวัดทำบุญตักบาตรและฟังเทศน์ ช่วงกลางคืนเป็นช่วงบันเทิงวันขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันลอยกระทงเล็ก และวันแรม 1 ค่ำ เป็นวันลอยกระทงใหญ่ มีการตกแต่งกระทงแล้วนำไปประกวดกันก่อนนำลงลอยในแม่น้ำ กลางคืนมีมหรสพต่าง ๆ มีการจุดพลุดอกไม้ไฟ ตามบ้านเรือนมีการประดับโคมไฟ วัดประจำชุมชนจะชักโคมยี่เป็งขึ้นยอดเสาไม้ไผ่ หมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจากแม่น้ำมาก ๆ ก็นิยมก่อพระเจดีย์ทรายไว้หน้าบ้านของตนเป็นพุทธบูชาแทนการลอยกระทง

หัวข้อ


ประเพณีขึ้นพระธาตุ (สรงน้ำพระธาตุ)

วันเพ็ญเดือน 8 ( เหนือ) ตรงกับวันประสูตร ตรัสรู้ ปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้า ในทางล้านนาไทย ประชาชนนิยมพากันไปสู่บุญสถานที่สำคัญ ๆ เช่น ในอำเภอแม่ใจ ประชาชนจะไปนมัสการพระธาตุจอมก๊อ ตำบลเจริญราษฎร พระธาตุแม่ใจ ตำบลแม่ใจ พระธาตุแม่สุก และพระธาตุจำม่วง เป็นต้น นอกจากไปนมัสการเจดีย์สำคัญ ประจำเมืองแล้ว ประชาชนยังไปบูชาปูชนียสถานใกล้บ้านของตนในวันเดือนเป็ง หรือเพ็ญเดือน 6 ของภาคกลาง

วัดโบราณล้านนา ยังสร้างค่านิยมให้ประชาชน “ ชุธาตุ “ คือการถือเอาพระธาตุเป็น ที่พึ่งของตน พระธาตุที่กล่าวถึงนี้คือ พระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้า ตามประเพณี ชาวเหนือถือกันว่าคนเกิดปีใดจะต้องไปสักการะบูชาพระธาตุ ที่นั้นเพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตนเอง ให้มีอายุยืนมีบุญอานิสงส์มาก

สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเดินทางไปไหว้พระธาตุประจำปีเกิดแล้ว ก็สามารถกราบไหว้เอาเองหรือรูปภาพก็ได้

ประเพณีไหว้พระธาตุ หรือขึ้นพระธาตุมีประโยชน์ต่อสังคมและสถาบันวัดล้านนาไทยดังนี้

  • เป็นการสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นกับประชาชนโดยส่วนรวม

  • เป็นการสร้างความสามัคคีระหว่าง วัดต่อวัด บ้านต่อบ้าน

  • เป็นการไปช่วยบูรณะปฏิสังขรณ์ ถาวรวัตถุที่สร้างศรัทธาทั้งหลายรับผิดชอบร่วมกัน

  • เป็นการระลึกถึงพระพุทธองค์ ผู้เป็นเจ้าของศาสนาในลักษณะสถานที่ควรแก่การสังเวช เช่น สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

  • ส่งเสริมให้เกิดความรักต่อศิลปะโบราณสถาน โบราณวัตถุ

    หัวข้อ


ประเพณีสืบชะตา

การสืบชะตาหรือสืบชาตา หรือการต่ออายุ หรือสืบชะตากำเนิดให้ยืดยาวออกไป หมายถึงต้องการให้เป็นมงคล มีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายปราศจากโรคภัยทั้งหลาย ทำให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบไป

ประเพณีสืบชาตาแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ

  • ประเพณีสืบชะตาคน

  • ประเพณีสืบชะตาบ้าน

  • ประเพณีสืบชะตาเมือง

 

1. ประเพณีสืบชะตาคน

นับเป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ชาวล้านนาไทยนิยมทำกันในหลายโอกาส เช่น เนื่องในวันเกิด วันได้ยศศักดิ์ตำแหน่ง วันขึ้นบ้านใหม่ กุฏิใหม่ หรือไปอยู่ที่ใหม่ บางครั้งเกิดเจ็บป่วย “หมอเมื่อ” (หมอดู) ทายทักว่าชะตาไม่ดี ชะตาขาดควรจะทำพิธีสะเดาะเคราะห์ และสืบชะตาต่ออายุเสีย จะทำให้คลาดแคล้วจากโรคภัย และอยู่ด้วยความสวัสดีต่อไป

การสืบชะตาคนนี้ วิธีการสืบชะตามีเครื่องพิธีคล้ายคลึงกัน อาจจะแตกต่างกันไปบ้างในเครื่องพิธีบางอย่าง และชื่อของเครื่องในพิธีเท่านั้น สถานที่จะจัดทำพิธีสืบชะตาจะทำในห้องโถง หากเป็นวัดก็จะจัดในพระวิหาร หรือที่ “หน้าวาง” คือห้องรับแขกของเจ้าอาวาส ถ้าเป็นบ้านก็จัดทำ “บนเติ๋น” คือห้องรับแขก ซึ่งต้องใช้ห้องกว้าง เพราะให้เพียงพอสำหรับแขกที่มาร่วมงาน

2. ประเพณีสืบชะตาบ้าน

นิยมทำกันเมื่อมีผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านนั้น ประสบความเดือดร้อน เจ็บไข้ได้ป่วย หรือในกรณีที่มีคนตายติด ๆ กันในบ้านเกิน 3 คน ขึ้นไปในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น ชาวบ้านถือว่าอุบาทว์ตกลงมาสู่บ้าน หรือชาวบ้านถือเป็นเรื่อง “ขึดบ้าน ขึดเรือน “ จะทำพิธีขจัดปัดเป่า เรียกว่า สืบชะตาบ้าน อีกประการหนึ่ง เมื่อปีใหม่สงกรานต์ล่วงไประยะวันปากปี ปากเดือน ปากวัน ได้แก่วันที่ 16-17-18 เมษายน ชาวบ้านจะกำหนดเอาวันใดวันหนึ่งสืบชะตาบ้าน เพื่อให้เกิดความสวัสดีแก่ประชาชนภายในบ้านของตน

3. ประเพณีสืบชะตาเมือง

การทำพิธีสืบชะตาเมืองของชาวล้านนาไทยมีมาแต่สมัยโบราณกาล ถือเหตุที่ว่าการตั้งเมือง มีดวงชะตาที่เรียกกันว่า “ดวงชะตาเมือง” บางครั้งดาวพระเคราะห์ทั้งหลาย ตัวที่เป็นปาปะ เข้ามาทับดวงเมืองทำให้เมืองนั้นชะตาตก ชะตาไม่ดี และชะตาขาด เมื่อเป็นเช่นนี้ชาวเมืองที่อยู่อาศัย ในเมืองนั้นจะได้รับความเดือดร้อน เป็นทุกข์ด้วยโรคภัยไข้เจ็บและ ได้รับเคราะห์กรรมต่าง ๆ นานา เมื่อเป็นดังนี้ผู้เป็นใหญ่ในเมืองนั้น จะร่วมทำพิธีสืบชะตาเมืองขึ้น เพื่อสืบอายุเมืองต่อไปมิให้ขาดลง ในคัมภีร์สืบชะตาเมืองกล่าวว่า “คันจักสืบชะตา บุปผาลาซา ดวงดอก ข้าวตอก ดอกไม้ ลำเทียนหื้อได้ไปนิมนต์พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เจ้า มาพอเท่าอายุเมืองนั้น คือว่าปีตั้งเมืองแต่ปถมหัวทีนั้น มาตราบเถิงปีบัดเดี๋ยวนั้น นับถือหลังมันได้กี่ปีก็หื้อเอาพระสังฆะเจ้าเท่านั้น มาสูตรกระทำมังคละ”

พิธีสืบชะตาเมือง ก็เพื่อต้องการให้บ้านเมืองประสบความเจริญรุ่งเรือ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร ด้วยความเชื่อว่าเทพารักษ์ซึ่งอยู่เบื้องบน จะช่วยอำนวยความสุขให้ สมปรารถนาเมื่อทำพิธีการให้ถูกต้องตามลัทธิผีสางเทวดา ในการทำพิธีสืบชะตาเมืองนี้ ปรากฏในพับหนังสา (สมุดข่อย) จารึกด้วยตัวหนังสือ ล้านนาไทย หลายฉบับกล่าวถึงพิธีสืบชะตาเมืองในสมัยพระเมืองแก้ว กษัตริย์ล้านนาไทย รัชกาลที่ 13 ในราชวงค์มังราย ซึ่งครองราชสมบัติตั้งแต่ พ.ศ. 2038-2068 ไว้อย่างละเอียด และ พระมหากษัตริย์จะทรงเป็นประธาน ในพระราชพิธีสืบชะตาเมืองเพื่อให้เกิด สวัสดีมงคล โดยทั่วกัน

หัวข้อ


ประเพณีปีใหม่สงกรานต์

ประเพณีปีใหม่ หมายถึง ประเพณีสงกรานต์ซึ่งทางล้านนาไทยเรียกว่า ประเพณีปีใหม่ไม่ได้ถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันสำคัญ แต่ถือเอาวันพระยาวัน คือ วันเถลิงศกเป็นวันสำคัญ วันนี้ต่อจากวันเนา ตรงกับวันที่ 15 เมษายน

วันสงกรานต์ สำเนียงล้านนาไทยออกเสียงว่า “สังขานต์” หรือ “วันสังขานต์ล่อง” ที่ออกเสียงเช่นนี้เป็นไปตามอักขรวิธีของล้านนาไทย คือ ถ้าตัว ร กล้ำ พยัญชนะที่ 1 ให้ออกเสียงเป็นตัวที่ 2 คือ กล้ำ ก ให้ออกเสียงเป็น ผ เช่น กรง เป็น ขง ประสาท เป็น ผาสาท ประดับเป็น ผะดับ ฯลฯ ตามอักษร วิธีของล้านนาไทยท่านกล่าวว่า ถ้า ร กล้ำพยัญชนะที่ 1 ให้ออกเสียงเป็นตัวที่ 2 เพราะฉะนั้นสงกรานต์จะออกเป็น “สังขานต์”

พิธีในระหว่างงานปีใหม่   วันสงกรานต์

วันนี้ตรงกับวันที่ 13 เมษายน ของทุกปี ทางล้านนาไทยถือเป็นวันสังขานต์ล่อง ยังไม่ได้ถือว่าเป็นวันปีใหม่ ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นวันทำความสะอาดบ้านเรือน เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย จะหยุดการทำงานทั้งหมด

เช้าตรู่ของวันนี้เราจะได้ยินเสียงปืนที่ยิงขึ้นฟ้า เสียงพลุ (ปัจจุบันเสียงประทัดด้วย) ดังมาจากบ้านต่าง ๆ ถือว่า “ขับไล่ตัวสังขานต์” คนโบราณสร้างภาพพจน์ ตัวสังขานต์ไว้ว่า มีรูปลักษณะเป็นคนแก่ผมเผ้ารุงรัง มีด้วยกัน 2 ตัว คือ ตัวผู้กับตัวเมีย เรียกชื่อว่า “ปู่สังขานต์ ย่าสังขานต์” ตัวสังขานต์ทั้ง 2 นี้ มีหน้าที่รับเอาขยะมูลฝอยรวมทั้งเสนียดจัญไรทั้งปวง ปู่สังขานต์กับย่าสังขานต์จะหาบกระบุงใหญ่พะรุงพะรังมาทั้งคู่ พ่อแม่มักจะบอกลูก ๆ ให้ตื่นนอนแต่เช้าตรู่คอยดูตัวสังขานต์

ตอนสายก็จะนำเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ที่นอน หมอน มุ้ง ไปทำความสะอาด จากนั้นก็จะ “ดำหัว” หรือ “สระผม” โดยใช้ “ส้มป่อย” ซึ่งถือว่าเป็นของแก้เสนียดจัญไรและอาถรรพ์

การทัดดอกไม้ที่เป็นพระยาดอก

เมื่อ “ดำหัว” เสร็จแล้วจะทัดดอกไม้หรือใบไม้ (ถ้าไม่มีดอก) มี่เป็นนามปี ซึ่งในหนังสือปีใหม่แบบล้านนาไทยจะบอกให้เป็นปี ๆ ไป ตามตำราท่านวางหลักไว้ว่า ใคร่รู้ดอกไม้ใดพระยาดอกให้เอา จ.ศ. ปีปัจจุบันตั้ง หารด้วย 8 เศษเท่าไร เป็นนามดอกไม้ที่เป็นพระยาดอกในปีนั้น เช่น เศษ 1 ดอกไม้ ที่ขึ้นชื่อด้วยสระเป็น พระยาดอก คือ อินทนิล อัญชัญ เป็นต้น ถ้าได้ทัดดอกไม้ที่เป็นพระยาดอก ท่านจะวุฒิจำเริญยิ่งแล

ในตำราบอกว่า บางปีก็ดำหัวก่อนสังขานต์ล่อง บางปีก็ดำหัวหลังจากสังขานต์ล่องไปแล้ว ซึ่งเป็นพิธีละเอียดลออมาก คนส่วนมากจึงดำหัวในวัน “สงกรานต์” เท่านั้นส่วนเวลา ก็ตามสะดวก

วันเนา

วันนี้ตรงกับวันที่ 14 เมษายน วันนี้เป็นวันหลังจากวันสังขานต์ล่องไปแล้ว พระอาทิตย์สถิตอยู่ 2 ราศี จึงได้ชื่อว่า “วันเนา” แต่ทางล้านนาไทยเรียกเพี้ยนไปว่าเป็น “วันเน่า” ถือว่าเป็นวันไม่เป็นมงคล ตามความรู้สึกของคำว่า “วันเน่า” นั้น เมื่อ “เน่า” จึงไม่เป็นมงคล กลายเป็นวันเสียไป

วันนี้ทั้งวันจะเป็นวันห่อ วันดา (วันสุกดิบ ทุกครอบครัวจะประกอบอาหาทั้งคาวและหวาน อาหารส่วนมากจะเป็นแกงอ่อม แกงฮังเล ต้มผัดและห่อนึ่ง (ห่อหมก) ส่วนมากของหวานจะเป็นข้าวต้มผัด ขนมจ๊อก (ขนมเทียน) เป็นต้น ชาวบ้านจะพยายามทำให้ประณีตสะอาดเพราะเป็นของที่จะไปถวายพระและเลี้ยงญาติพี่น้อง

นอกจากถือว่าไม่เป็นวันมงคลแล้ว ยังมีจารีตสืบต่อกันมาว่า “ห้ามด่า ห้ามพูดคำหยาบ” ใครด่ากันในวันนี้ถือว่าปากจะเน่าไปตลอดปี ผู้ที่ถูกด่าก็จะซวยตลอดปี เช่นกัน

ตอนบ่ายของวันนี้ คนทั้งหลายทั้งหนุ่มและแก่จะถือขันคนละใบ เล็กบ้างใหญ่บ้าง ตามกำลังของตนมุ่งหน้ากันไปสู่เกาะทรายตามแม่น้ำ เพื่อนำทรายมาก่อเจดีย์ทรายในวัด ใครจะขนทรายไปใส่วัดไหนบ้างแล้วแต่เจตนาหรือความพอใจ แต่ว่าวัดสุดท้ายต้องเป็นวัดประจำหมู่บ้านของตน ทางวัดก็จะสานเสวียนใหญ่เล็กลดหลั่นกันไป คล้ายรูปพระเจดีย์ ขนทรายมาเทใส่ในเสวียนที่ตั้งไว้นั้น

เหตุผลแห่งการขนทรายเข้าวัดนั้น คนโบราณท่านกล่าวว่า เราเดินเข้าไปในวัดต่าง ๆ บางทีเม็ดทรายในวัดซึ่งเป็นของสงฆ์อาจติดเท้าออกมาโดยเราไม่รู้ตัว ถ้าไม่ได้ขนทรายไปใช้แทนแล้วเมื่อตายไปจะไปเกิดเป็นเปรต คนล้านนาไทยสมัยก่อนถือเรื่องสมบัติของสงฆ์เป็นของสูง ของศักดิ์สิทธิ์ ใครจะลักหรือทำลายไม่ได้ ถือว่าเป็นบาปหนัก

วันพระยาวัน

วันนี้จะตรงกับวันที่ 15 เมษายน คนล้านนาไทยถือวันนี้เป็นวันสำคัญยิ่งกว่าวันทั้งหลาย จนตั้งชื่อให้ว่า “วันพระยาวัน” ได้แก่วันเถลิงศกจุลศักราช เรียกว่า เริ่มวันปีใหม่ของปี วันเนาที่ผ่านมานั้นเป็นวันที่พระอาทิตย์โคจรอยู่ระหว่าง 2 ราศี คือ มีน และ เมษ ส่วนวันพระยาวันเป็นศกใหม่ นับเป็นวันสำคัญยิ่งใครจะทำงานมงคลใด ๆ ในวันนี้ได้ทั้งสิ้น การเรียนเวทย์มนต์คาถา ยกครู ครอบครู รวมทั้งสักเลขยันต์ อยู่ยงคงกระพันก็นิยมทำกันในวันนี้

ในวันนี้ ชาวบ้านจะนำสำรับกับข้าว คาวหวานซึ่งเตรียมไว้แต่วันเนาไปถวายพระที่วัดกันแต่เช้าและนำไปให้บ้านบิดา มารดาหรือผู้ที่เคารพนับถือต่าง ๆ ในวันนี้คนที่ไม่ค่อยไปวัดก็จะไปตักบาตรที่วัดกันทุกคน เพราะถือกันว่าเป็นประเพณีที่ต้องทำกันประจำทุกปี ทางวัดจะมีพานข้าวตอกดอกไม้ บูชาพระพุทธรูปแล้วนำดอกไม้ธูปเทียนมาใส่ขันแก้วทั้ง 3 ซึ่งมักจะตั้งไว้กลางวิหาร เป็นพานใหญ่สูงประมาณ 1 ศอกครึ่ง ทำเป็นมุม 3 มุม แต่ละมุมมีความหมายถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

เมื่อพระสงฆ์ลงมาสู่วิหาร อาจารย์ของวัดจะนำไหว้พระและสมาทานศีล 5 อาจารย์วัดจะกล่าวคำ “เวนทาน” พระสงฆ์ให้พรแล้วศรัทธาหยาด (กรวด) น้ำเป็นเสร็จพิธี

การทำพิธีดำหัวเพื่อขอขมา และขอพรในวันพระยาวัน

การดำหัวในวันนี้ไม่เหมือนการ “ดำหัว” ในวันสังขานต์ล่องซึ่งเราดำหัวให้แก่ตัวเอง สำหรับวันนี้เราไปดำหัวผู้อื่น ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ การนำเอาสิ่งของเครื่องสักการะ เช่น หมากสุ่ม พลูสุ่ม หรือขนมหมาก ขนมพลู น้ำขมิ้น ส้มป่อย เสื้อผ้า เช่น เสื้อ ผ้าเช็ดตัว ผ้าขาวม้า ฯลฯ อาหารแห้ง เช่น ปลาเค็ม ปลากระป๋อง ผลไม้อะไรก็ได้ ตามแต่กำลังหรือเจตนาของเรา แม้จะมีแต่ดอกไม้ธูปเทียน และน้ำส้มป่อยก็ใช้ได้ แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ น้ำส้มป่อย

บุคคลที่เราจะไปดำหัว คือ บุคคลที่มีพระคุณต่อเราหรือผู้ที่เราเคารพนับถือ เช่น บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ ญาติผู้ใหญ่ เป็นต้น เพื่อเป็นการแสดงกตเวทีตอบแทนบุญคุณท่านไปขออโหสิกรรมจากท่าน ท่านจะให้พรแก่เรา ซึ่งเป็นการพบกันอย่างน้อยปีละครั้งหนึ่ง คือ ในยามปีใหม่เช่นนี้

วันปากปี

เป็นวันถัดจากวันพระยาวัน ตรงกับวันที่16 เมษายน เป็นวันปากของปี ในตอนเช้าชาวบ้านจะพากันไปวัดพร้อมกับนำสะตวงใส่เครื่องบูชาพระเคราะห์ พร้อมเสื้อผ้าของตัวเองและคนในครอบครัว เพื่อบูชานพเคราะห์ทั้งเก้า หรือเรียกว่า “เข้าเก้าพุ่น” เครื่องบูชาเคราะห์เหล่านี้จะไปวางไว้ต่อหน้าพระพักตร์ พระประธาน เจ้าอาวาส และอาจารย์วัดก็ทำพิธีกรรม เชื่อกันว่า เมื่อได้ทำพิธีนี้แล้วครอบครัวจะปราศจากเคราะห์ตลอดปี ตอนบ่ายอาจจะไปทำพิธีรดน้ำดำหัวต่อพ่อแม่ ผู้เฒ่าผู้แก่ บุคคลที่เคารพนับถือ บางบ้านก็นิมนต์พระมาเทศน์ ที่เรียกว่า “ฟังธรรมเรือน” หรืออาจจะสืบชะตาในวันนี้

ประเพณีวันปีใหม่ของชาวล้านนา เป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ นอกจากจะได้บำเพ็ญบุญเพื่อเป็นศิริมงคลปีใหม่แล้ว ยังได้มีโอกาสพบปะญาติพี่น้องเพื่อนสนิท และได้รดน้ำกันตามประเพณี ชาวล้านนาถือกันว่าไม่ว่าจะอยู่ไกลแสนไกลแค่ไหน ในปีหนึ่ง ก็ควรจะกลับบ้านให้ได้ ในวันปีใหม่หรือวันสงกรานต์ก็เป็นมงคลยิ่ง

หัวข้อ


ประเพณี “ทานข้าวสลาก”

ประเพณีการ “ทานข้าวสลาก” หรือการ “กิ๋นสลาก” ตามสำเนียงพูดของเมืองเหนือนี้ หมายถึงประเพณีทานสลากภัต เป็นประเพณีที่ชาวเหนือถือสืบเนื่องมาช้านานแล้ว การทานก๋วยสลากจะเริ่มในราววันเพ็ญเดือนสิบสองเหนือ (คือเดือนสิบใต้ ประมาณเดือนกันยายน) และสิ้นสุดเอาในเดือนเกี๋ยงดับ (เดือนสิบเอ็ดใต้)

ก่อนวันทำพิธี “ทานก๋วยสลาก” 1 วัน เรียกว่า “วันดา” เป็นวันจัดเตรียมสิ่งของเครื่องไทยทาน พวกผู้ชายก็จะจัดการจักตอกสาน “ก๋วย” (ตะกร้า) ไว้หลาย ๆ ใบ บางครอบครัวอาจจะทำหลายสิบลูก แล้วแต่ศรัทธาและกำลังทรัพย์จะ อำนวยให้ ทางฝ่ายผู้หญิงก็จะจัดเตรียม ห่อของกระกระจิก เช่น ข้าวสาร พริก หอม กระเทียม เกลือ กะปิ ปลาร้า ขนมข้าวต้ม และอาหาร เช่น ห่อหมก (ทางเหนือเรียกห่อนึ่ง) ชิ้นปิ้ง (เนื้อย่าง) เนื้อเค็ม หมาก เมี่ยง บุหรี่ ไม้ขีดไฟ เทียนไข สีย้อมผ้า ผลไม้ต่าง ๆ เครื่องใช้สอยต่าง ๆ ตามแต่ศรัทธาและฐานะ สิ่งของต่าง ๆ เหล่านี้ลงก๋วย ซึ่งกรุด้วยใบตอง หรือกระดาษสีต่าง ๆ เมื่อจัดการบรรจุสิ่งของต่าง ๆ ลงในก๋วยเรียบร้อยแล้วก็จะเอา “ยอด” คือ สตางค์หรือธนบัตรผูกติดกับไม้เรียวเสียบไว้ “ยอด” ที่ใส่นั้นไม่จำกัดว่าเท่าใด แล้วแต่กำลังทรัพย์และศรัทธาจะอำนวยให้ เมื่อเตรียมสิ่งของดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว

 เช้าวันรุ่งขึ้นในวันทานสลาก พวกลูกหลานก็จะนำ ก๋วยสลาก ไปวางเรียงไว้เป็นแถว ในที่ที่เตรียมไว้ ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่ ก็จะจัดเตรียมขัน ข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียน ไปวัด สำหรับเส้นสลากนั้น ผู้เป็นเจ้าของ “ก๋วยสลาก” จะต้องเขียนสลากเอง โดยใช้ใบลานที่ตากแห้งแล้ว นำมาตัดเป็นแผ่นยาว ๆ และเขียนชื่อญาติที่ตายใส่ลงไป เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้

เมื่อชาวบ้านนำเอาก๋วยสลากไปที่วัดก็จะเอาเส้นสลากไปรวมกันไว้ที่หน้าพระประธาน ในวิหาร การแบ่งเส้นสลากนั้น มักจะนำมากอง เป็นจำนวน 3 กอง มีกองหนึ่งจะเป็นของ พระเจ้า อีกสองกองจะเฉลี่ยถวายพระภิกษุ สามเณร เด็กวัด และมรรคทายก ตามลำดับ

การทานก๋วยสลากจะมีแตกต่างกันไปบ้างตามความนิยมในท้องถิ่น แต่พิธีการคล้าย ๆกัน เพียงแต่การเรียกชื่อเท่านั้น

หัวข้อ


การทานข้าวใหม่

การทานข้าวใหม่เป็นประเพณีที่กระทำหลังจากชาวนานำข้าวมาเก็บใส่ยุ้งข้าวแล้ว และก่อนที่จะนำข้าวมาบริโภค จะนิยมนำข้าวไปทำบุญก่อนเพื่อ เป็นการุทิศส่วนกุศลให้แก่เทพยดา แม่โพสพ ตลอดจนบรรบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ประเพณีการทานข้าวใหม่จะทำในเดือนสี่เหนือ ซึ่งตรงกับเดือนมกราคม ข้าวที่นำไปทำบุญอาจจะทำในรูปของขนม เช่น ข้าวต้มมัด ข้าวต้มผัด ขนมจ๊อก ข้าวหลาม เป็นต้น 

หัวข้อ


ประเพณีปอยหลวง

ประเพณีปอยหลวง คือ งานฉลองหรืองานรื่นเริง คำว่า “ปอย” ในเอกสารล้านนาไม่ปรากฏ (มณี พยอมยงค์ 2529 : 199) แต่กล่าวว่ามาจากคำว่า “ปเวณิ์” หรือ “ปเวณี” ในภาษาพม่า ล้านนาไทยนำมาใช้ออกเสียงเป็น “ปอย” ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ ปอยหลวง (งานฉลอง) ปอยน้อย (งานบวช) ปอยข้าวสังข์ (งานทำบุญอุทิศ หาผู้ตาย) ปอยล้อ (งานศพพระสงฆ์ หรือเจ้าเมือง) แต่งานปอยที่จัดได้ว่าเป็น ประเพณีที่ปฏิบัติกันเป็นประจำในกลุ่มชนบ้านแม่ใจ คือ ปอยหลวง และ ปอยน้อย ซึ่งจะกล่าวถึงปอยทั้ง 2 โดยสังเขปดังนี้

ปอยหลวง คือ งานฉลองถาวรวัตถุของวัด หรือสิ่งก่อสร้างที่ประธานช่วยกันทำขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์แก่สาธารณชน การจัดงานปอยหลวงจัดเพื่อที่จะ อุทิศสิ่งก่อสร้างเป็นของสงฆ์ และอุทิศบุญกุศลแก่บรรพชนตลอดถึง อุทิศเป็นกุศลไว้ภายหน้าแก่ตนเอง

เนื่องจากงานปอยหลวงเป็นงานใหญ่ต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า เพื่อคอยต้อนรับเลี้ยงดูหัววัดต่าง ๆ ที่จะมาร่วมทำบุญโดยพวกศรัทธาจะช่วยกัน บริจาคเครื่องบริโภค เช่น ข้าวสาร อาหาร ไว้คอยเลี้ยงดูตามควรแก่ฐานะ

ในอำเภอแม่ใจ จะมีวันดา ก่อนวันปอยหลวง 1 วัน คือ ชาวบ้านที่เป็นญาติพี่น้อง หรือเพื่อนสนิทจากต่างบ้านจะมาฮอมครัว (นำเงิน หรือเครื่องไทยทานมาร่วมทำบุญ) เจ้าของบ้านต้องเตรียมต้อนรับด้วยเครื่องดื่ม ข้าวปลาอาหาร อย่างเต็มที่ และมีการเตรียมครัวทาน (เครื่องไทยทาน) เพื่อจะนำไปวัดในวันปอยหลวง

กิจกรรมก่อนจะมีปอยหลวง ก็จะมีการเตรียมพิมพ์ฎีกาแผ่กุศลไปยังหัววัดและประชาชนใกล้เคียง เตรียมเครื่องแห่งประจำวัด เช่น กลองตึ่งโนง กลองเทิ้มบ้อม การฟ้อนรำต้อนรับหัววัดมีฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนดาบ ตลอดจนเตรียมทำความสะอาดทุกแห่งของหัววัด ด้วยการล้าง ทาสี หรือทาปูนขาว จากนั้นก็ทำผาม หรือ ปะรำ ตกแต่งด้วยธงทิว และกระดาษริ้วสีรุ้งต่าง ๆ ปูเสื่อสาดไว้ต้อนรับศรัทธาประชาชน พร้อมเครื่องรับแขก ได้แก่ คนโท น้ำต้น กระโถน (ก้อกหมาก) พานเมี่ยง (ก้อกเมี่ยง)

ในด้านการเตรียมของศรัทธาประชาชนนั้นก็จะทำครัวทาน สำหรับแห่ถวายวัดเป็นกัณฑ์พิเศษในครอบครัวตน เรียกว่า ต้นครัวทานชาวบ้าน จากนั้นก็เตรียมเครื่องอุปโภคบริโภค เสื้อผ้า เครื่องแต่งตัวซ่อมแซมบ้านช่องให้แข็งแรงสวยงาม เพื่อเตรียมต้อนรับญาติพี่น้อง ครัวทานจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือครัวทานบ้าน เป็นของชาวบ้านแต่งดาถวายวัด ครัวทานหัววัด เป็นเครื่องไทยทานที่วัดวาอารามต่าง ๆ แห่แหนเข้าร่วมทำบุญ ในงานปอยหลวงจะมีการประดับตุงหรือ ทานตุงก่อนจะมีงานประมาณ 3-7 วัน ตามความพร้อมเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า อีกไม่นานจะมีงานปอยหลวง ตุงนั้นจะมีความยาวขนาด 4-5 วา นำไปแขวนไว้หน้าวัด จะมากหรือน้อยก็ตามกำลังศรัทธา ซึ่งบางแห่งก็มีเป็นร้อย ๆ ผืน ปักเรียงรายไปตามถนนหน้าวัด ส่วนวันสุดท้ายแห่งการแห่ครัวทาน ก็มีการสมโภชสิ่งก่อสร้าง วันทำบุญ อาจารย์วัดจะกล่าวคำโอกาสเวนทาน ถวายแล้วนำเอาเครื่องกัณฑ์ของตนถวายพระสงฆ์ พระสงฆ์อนุโมทนาเป็นเสร็จพิธี

หัวข้อ


ปอยน้อย : การบวชลูกแก้วหรือบรรชา (บวชเณร)

การบวชลูกแก้ว คือ การบรรพชาเป็นสามเณร ส่วนการ “เป็ก” คือ การบอุปสมบทเป็นพระภิกษุ งานปอยนี้ มีขั้นตอนที่พอสรุปได้ คือ ก่อนที่จะมีการจัดงานบวช จะมีการปรึกษาหารือระหว่างญาติพี่น้องก่อนว่าใคร จะรับเป็นเจ้าศรัทธาเครื่องอัฐบริขารอะไรบ้าง เช่น บาตร ย่าม พัด สบง จีวร เตียง มุ้ง หากใครรับอะไรก็จะจัดเตรียมเองทั้งหมด จากนั้นก็จัดพิมพ์ใบบอกบุญ เพื่อนำไปบอกบุญแก่ญาติมิตร เรียกว่า “การแอ่วหน้าบุญ” พอใกล้จะถึงวันงาน คือ ก่อนวันแต่งดาหนึ่งวันจะมีการ “แอ่วผ้าอุ้ม” การแอ่วผ้าอุ้ม คือ การไปบอกกล่าวหรือเตือนเจ้าศรัทธาและญาติผู้ใหญ่ ซึ่งต้องเตรียมนำของทานไปด้วย คือ อาหาร เช่น แกงฮังเล ไส้อั่ว แคบหมู น้ำเมี่ยง หนังปอง เนื้อทอด ขนม เช่น ขนมปาด ข้าวแตน ข้าวแคบ ตลอดจนห่อข้าว เพื่อเป็นการขอขมาลาโทษแก่ผู้ใหญ่ที่เคารพ นับถือและเป็นการขอบคุณแก่เจ้าศรัทธาที่ร่วมเป็นเจ้าภาพเครื่องอัฐบริขารต่าง ๆ ผู้รับของทานก็จะให้พรแก่คนที่นำไปแอ่วผ้าอุ้ม

การจัดงานปอยลูกแก้ว จะจัดทำกัน 2 วัน วันแรก เรียกว่า วันแต่งดา ซึ่งเจ้าภาพจะจัดที่บ้านก่อนเป็นการเตรียมสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ มาตั้งไว้ญาติพี่น้องที่ได้รับใบบอกบุญ ก็จะนำเงินใส่ซองมาร่วมทำบุญ ในวันนี้จะมีการซอพื้นเมือง และที่สำคัญ คือ วันนี้จะมีการแห่คนที่บวชเณร เรียกว่า “แห่ลูกแก้ว” ลูกแก้วจะแต่งกายด้วยเครื่องแต่งกายที่สวยงามคล้ายเครื่องกษัตริย์ และเมื่อพระพุทธเจ้าจะออกบวชก็ทรงม้า ดังนั้น ลูกแก้ว จึงต้องแต่งตัวเหมือนกษัตริย์และขี่ม้าหรือขี่ช้าง ซึ่งได้รับอิทธิพลความเชื่อมาจากพม่า (แสง จันทร์งาม 2527 : 81) การแห่ลูกแก้วจะแห่ไปตามบ้านญาติผู้ใหญ่ตามหมู่บ้านเรียกว่า “แอ่วลูกแก้ว” เมื่อลูกแก้วไปถึงบ้านใคร ผู้ใหญ่ท่านนั้นก็จะทำพิธีผูกข้อมือเป็นการรับขวัญลูกแก้ว

ในวันรุ่งขึ้น จะเป็นการบวชตามพิธีสงฆ์ เมื่อบวชเณรหรือบวชพระแล้ว เณรหรือพระใหม่ก็จะเทศน์อานิสงส์การบวช ซึ่งเป็นคัมภีร์พื้นเมือง ให้บิดามารดาและญาติโยมฟัง หลังจากนั้นก็จะเป็นการถวาย  ของแด่พระใหม่ พระใหม่ก็จะให้พร เป็นเสร็จพิธี

หัวข้อ


พิธีบวชต้นไม้

เกิดจากความคิดของ พระครูมานัสนทีพิทักษ์ เจ้าคณะอำเภอแม่ใจที่ต้องการยับยั้งการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า โดยเฉพาะบริเวณต้นน้ำ ซึ่งเกิดจากคำพูดของผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า ครั้งหนึ่งเมื่อมีการตัดถนนผ่านหน้าวัดโพธาราม ได้มีการตัดต้นไม้บริเวณหน้าวัดโพธาราม ซึ่งต้องตัดต้นศรีมหาโพธิ์ด้วย ปรากฏว่า คนงานที่ทำการตัดต้นไม้ได้ประสบเคราะห์กรรมต่าง ๆ ชาวบ้านจึงเล่าลือกันว่า คนงานเหล่านั้นไปตัดต้นไม้ที่บวชแล้ว จากความเชื่อดังกล่าว เจ้าคณะอำเภอแม่ใจจึงได้นำพิธีบวชต้นไม้มาดำเนินการ เพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า โดยเฉพาะป่าบริเวณต้นน้ำลำธาร ซึ่งพิธีกรรมดังกล่าว ได้เผยแพร่ไปสู่สาธารณชน จากสู่มวลชนทำให้มีการวิพากวิจารณ์กันในวงกว้าง อย่างไรก็ตามชาวอำเภอแม่ใจก็ตระหนักและมีความเชื่อว่า พญาต้นไม้ที่ผ่านพิธีกรรมการบวชแล้ว จะคุ้มครองรักษาต้นไม้ต่าง ๆ ในบริเวณนั้น ซึ่งจะมีผลทำให้น้ำไม่แห้ง ฝนตกต้องตามฤดูกาล

พิธีการบวชต้นไม้ จะเริ่มตั้งแต่การหาต้นไม้ใหญ่ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพญาไม้ จัดเครื่องสังเวยเจ้าป่าเจ้าเขาอันมี ข้าวเหนียวสุก 1 ปั้น กล้วยสุก 1 ลูก และหมากคำ จากนั้นก็จัดทำศาลเพียงตาสำหรับรุกขเทวดาให้อยู่เฝ้าต้นไม้ แล้วทำพิธีไหว้แม่พระธรณี ใช้หมากพลูตามธรรมเนียมทางเหนือ สำหรับการบวชต้นไม้ จะมีผ้าเหลือง (สุดแล้วแต่ว่าจะบวชต้นไม้กี่ต้น) ด้ายสายสิญจน์ บาตรน้ำมนต์และส้มป่อยจากนั้นโยงด้ายสายสิญจน์ไปตามต้นไม้ในบริเวณป่า แล้วโยงมายังสถานที่ทำพิธี ซึ่งจะมีพระพุทธรูปตั้งเป็นประธานมีพระสงฆ์และอาจารย์ (หมอเวทย์มนต์) ทำพิธีเชิญเทวดาอารักษ์ ผีป่า ผีเขา (ผีป๊กกะโล้ง) ให้มารับรู้และบอกผีช่วยกันรักษา หากมีผู้ใดตัดต้นไม้ ทำลายป่าขอให้มีอันเป็นไปต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องของหมอเวทย์มนต์ที่จะนำมากล่าว จากนั้นจะมีการสวดบูชาพระรัตนตรัย สมาทานศีล อาราธนาพระปริต พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เสร็จแล้วนิมนต์พระสงฆ์ห่มผ้าเหลืองให้แก่ต้นไม้ พระสงฆ์อีกส่วนหนึ่งเจริญชัยมงคลคาถา เมื่อทำพิธีบวชต้นไม้แล้ว พระสงฆ์จะนำน้ำส้มป่อยประพรมต้นไม้ทั้งหลายถือว่าเสร็จพิธีการบวชต้นไม้

หัวข้อ


ประเพณีตีกลองปูจา (บูชา)

 ประเพณีตีกลองปูจา เป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวล้านนา ทุกวัดจะมีกลองปูจา และจะตีกลองปูจาในคืนวันโกน รุ่งขึ้นจะเป็นวันพระเพื่อเป็นการเตือนให้ชาวบ้าน ได้รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันพระ จะได้เตรียมตัวไปวัด นอกจากนี้ยังมีการตีในประเพณีวันสำคัญต่าง ๆ เช่น วันยี่เป็ง (วันลอยกระทง) วันเข้าพรรษา ออกพรรษา วันสงกรานต์ และ วันวิสาขบูชา เป็นต้น

ลักษณะของกลองปูจา จะมีขนาดใหญ่บ้าง เล็กบ้าง แขวนไว้ติดกัน แต่ละใบตะมีเสียงต่างกัน การตีจะเป็นจังหวะสลับกับเสียงฆ้อง ที่มีหลายขนาดเช่นกัน ผู้ตีกลองและฆ้องจะต้อง สัมพันธ์กัน และมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ จึงจะสนุกสนาน ครึกครื้น ไพเราะน่าฟัง ผู้ตีจะมีลีลาท่าทาง ประกอบสวยงาม ในอำเภอแม่ใจ จัดให้มีการประกวดตีกลองปูจาในวันสำคัญต่าง ๆ อยู่เสมอ เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีไทยสืบไป 

หัวข้อ


ประเพณีอื่นๆ

สู่ขวัญ
 กระทำเมื่อบุคคลหายจากเจ็บป่วย โดยจัดพานบายศรีขนาดใหญ่หรือเล็กตามแต่ฐานะ ประกอบด้วยดอกไม้ขนมนมเนย อาหารที่ผลไม้ เมื่อผู้ใหญ่จะทำการสู่ขวัญผู้ใดก็จะยกพานบายศรีใส่มือผู้นั้น ให้จับขอบพานเพื่อแสดงว่า ได้รับการสู่ขวัญไว้แล้ว และจะรับประทานอาหารในบายศรีทุกอย่างพอเป็นพิธี

เรียกขวัญ
 กระทำเมื่อเด็ก ๆ ได้รับการกระทบกระเทือนทางด้านจิตใจ ตกใจจากที่หนึ่งที่ใด หรือกรณีเจ็บป่วย ที่เชื่อว่าทำให้ขวัญตกใจหนีออกจากตัวไป หรือทำเมื่อบวชลูกแก้ว หรือพิธีแต่งงาน กรณีที่เด็กตกใจจะใช้ แซะ ไปตักขวัญกลับคืนมาจากสถานที่เกิดเหตุ แล้วเชิญขวัญมาในขันพร้อมบายศรี หรือพิธีแต่งงาน ซึ่งคำเรียกขวัญนั้นจะเป็นคำที่สุภาพ อ่อนโยน หมอขวัญจะร่ายได้อย่างไพเราะมาก ขั้นตอนสุดท้ายคือการผูกข้อมือด้วยด้ายขาวบริสุทธิ์ เป็นอันเสร็จพิธี

ขึ้นท้าวทั้งสี ่ 
 คือการถวายเครื่องสังเวยแด่ท้าวจตุโลกบาล เทพยดาอารักษ์ และแม่พระธรณี เป็นธรรมเนียมปลีกย่อยที่จัดขึ้นเป็นส่วนประกอบทุกครั้งเมื่อมีการทำบุญใหญ่ เช่น ปอยหลวง ปอยน้อย หรือขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น

ส่งแถน 
เป็นพิธีถวายเครื่องเซ่นสรวงบูชาต่าง ๆ แด่แถน ซึ่งเรียกว่า ปู่แถนย่าแถน คือ เทพเจ้าองค์หนึ่งซึ่งส่งให้บุคคลแต่ละคนมาเกิด คนแต่ละคนจะมีปู่แถนย่าแถนต่างกันแล้วแต่ปีเกิด เช่นคนเกิดปีสะง้า (ปีมะเมีย) ย่าแถนชื่อนางหน่อฟ้าธิดา คนเกิดปีเม็ด (ปีมะแม) ย่าแถนชื่อนางอุทายะ เป็นต้น แถนแต่ละองค์มีกันไป ผู้ส่งแถนจะต้องจัดให้ตรงกับที่ปูแถนย่แถนของตนต้องการ พิธีส่งแถนจะจัดทำเมื่อมีคนเจ็บป่วยรักษาด้วยยาไม่หาย หรือทำเพื่อสะเดาะเคราะห์ โดยจะไปเชิญหนาน (ทิด) หมอผู้มีความชำนาญทางไสยศาสตร์มาทำพิธีที่บ้าน

แข่งบอกไฟ 
เป็นธรรมเนียมปลีกย่อยที่จัดเป็นส่วนประกอบในงานปอยหลวง หรือสงกรานต์มีจุดประสงค์ให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านกลุ่มต่าง ๆ จะจัดขบวนแห่บอกไฟมาชุมนุมกันที่วัดเพื่อแข่งขันกันว่าบอกไฟของใครจะขึ้นสูงกว่ากัน การแข่งขันบอกไฟนิยมจัดกันในคืนเดือนเพ็ญ

เฮือนเย็น 
เป็นพิธีศพ เฮือนแปลว่าเรือน เฮือนเย็น หมายถึง บ้านที่มีคนตาย ทางเหนือไม่นิยมนำศพไปฝากวัด ส่วนมากจะเก็บไว้ที่บ้าน 7 หรือ 15 วัน ชาวบ้านที่รู้ข่าวจะไปช่วยงานทั้งกลางวันและกลางคืน กลางคืนมีการสวดอภิธรรมและเทศน์ธรรม มีการพูดคุยเล่านิทาน เล่นการพนัน (ปัจจุบันนี้ห้ามเล่น) ตอนเช้าและเพลไปถวายสำรับที่วัดทุกวัน วันที่เผาศพจะเคลื่อนศพไปเผาที่ป่าช้า โดยนำศพขึ้นไว้ที่เชิงตะกอนและทำพิธีปลงสังเวชและประชุมเพลิง

ประเพณีการเลี้ยงผีหนองเล็งทราย
เป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวอำเภอแม่ใจที่สืบทอดกันมากว่า 70 ปี ประเพณีนี้ เกิดจากความเชื่อที่มีมาแต่โบราณว่า หนองเล็งทรายจะมีเจ้าของ มีผีรักษาแม่น้ำคงคาไว้ ถ้าปีไหนไม่เลี้ยงผีจะเกิดอาเพท ฝนจะไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านจะมีการเจ็บไข้ได้ป่วย ชาวบ้านจึงร่วมกันจัดพิธีเลี้ยงผีหนองเล็งทรายขึ้น เพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านอยู่เย็นเป็นสุข ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งชาวบ้านจะร่วมกันจัดพิธีเลี้ยงผีหนองเล็งทราย ในเดือน 7 (เดือน 9 เหนือ) แรม 9 ค่ำ อีกประการหนึ่ง เพื่อเป็นการปลุกจิตสำนึกแก่ชาวบ้าน ให้ช่วยกันรักษาหนองเล็งทราย ให้เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญของอำเภอแม่ใจสืบต่อไป

ประเพณีบวงสรวงเจ้าพ่อหลวงคำแดง
ตำนานกล่าวว่า เจ้าพ่อหลวงคำแดง เป็นบุตรของเจ้าเมืองพะเยา ครั้งหนึ่งบิดาได้สั่งให้เจ้าพ่อหลวงคำแดง นำกองทัพไปอยู่รักษาด่านชายแดน ป้องกันศัตรูจากเมืองอื่น ที่มักจะยกมาโจมตีเมืองพะเยาและ ได้มาสร้างที่พักแรมอยู่บริเวณที่เป็นศาล ปัจจุบันตั้งอยู่บ้านต้นผึ้ง หมู่ที่ 11 ตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ศาลเจ้าพ่อหลวงคำแดงนี้ มีอายุเก่าแก่ประมาณ 100 กว่าปี เจ้าพ่อหลวงคำแดง เป็นที่เคารพของชาวบ้านอำเภอแม่ใจเป็นอย่างมาก เมื่อชาวบ้านมีเคราะห์กรรม เกิดการเจ็บป่วย หรือเกิดความเดือนร้อนเป็นคดีความ ก็จะมาบบานสานกล่าว บวงสรวงดวงวิญญาณเจ้าพ่อหลวงคำแดง ให้มาช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา หรือพ้นจากเคราะห์กรรม ต่างก็ได้ผลเป็นที่พึงพอใจ จึงได้มาบวงสรวงแก้บน ชาวอำเภอแม่ใจจึงจัดให้มีพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณ เจ้าพ่อหลวงคำแดงเป็นประจำทุกปี โดยจัดปีละ 2 ครั้ง

ครั้งแรก กำหนดวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 3 (เดือน 5 เหนือ) ถือเป็นวันข่าว วันนี้มีความสำคัญมาก คือห้ามไม่ให้คนที่เป็นสมาชิก (ลูกเต้าข้าวแป้ง) ของเจ้าพ่อหลวงคำแดงออกไปทำธุรกิจนอกพื้นที่ถ้าออกไปมักเกิดความเดือดร้อนตามมาภายหลัง

ครั้งที่ 2 วันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 7 (เดือน 9 เหนือ) เป็นวันข่าว มีความสำคัญเช่นเดียวกับครั้งแรก วันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 7 (เดือน 9 เหนือ) เป็นวันแก้บน

ประเพณีเลี้ยงผีปู่ย่า
ผีปู่ย่า เป็นผีประจำตระกูลหรือเรียกว่าผีบรรพบุรุษ กลุ่มชนในอำเภอแม่ใจเชื่อกันว่า ผีปู่ย่าเป็นปีที่คอยปกป้อง คุ้มครอง สมาชิกในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข ถ้ามีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นในเครือญาติต้องไปบอกผีปู่ย่า เพื่อให้ท่านปกป้องคุ้มครอง ทุก ๆ ปี จะมีพิธีเลี้ยงผีปู่ย่า ทุกครอบครัวต้องไปทำพิธีอย่างพร้อมเพรียง ถ้ามีการผิดผี คือหญิงหรือชายแตะเนื้อต้องตัวกันหรือได้เสียกันก็ต้องเสียค่าผี นำเงินไปซื้อของเซ่นไหว้ เช่น “เหล้าไห ไก่คู่” หรือหัวหมูหนึ่งหัว เหล้า 1 ไห แต่ละบ้านอาจเซ่นไหว้ไม่เหมือนกัน การเลี้ยงผีปู่ย่าจะกระทำโดย “เก๊าผี” ซึ่งเป็นผู้ที่มีอาวุโสในตระกูลที่รับช่วงเป็นเก๊าผี ในกรณีที่มีคนในครอบครัวไม่สบาย และได้บนบานกับผีปู่ย่าไว้ เมื่อหายป่วยแล้วก็ต้องทำพิธีเลี้ยง เซ่นตามที่ได้บนบานไว้ และในวันสงกรานต์จะมีการดำหัวผีปู่ย่า ด้วยนม อาหาร ผลไม้ ดอกไม้ ธูปเทียน นำไปรวมกันที่บ้านเก๊าผี และให้เก๊าผีเป็นผู้ทำพิธี 

ผีหม้อนึ่ง หรือการแกว่งข้าว
ความเชื่อ เรื่องผีหม้อนึ่งของกลุ่มชนชาวแม่ใจ ในกรณีที่เด็กแรกเกิดร้องไห้ตอนกลางคืน หรือเกิดการเจ็บป่วยมักจะเชื่อกันว่าเกิดจากการกระทำของผี จึงมีการไปถามผีหม้อนึ่งหรือแกว่งข้าว โดยผู้เข้าทรง สื่อสารกับผี ถามถึงสาเหตุของการเจ็บป่วย การร้องไห้ และวิธีแก้ไข เช่น อาจจะเกิดจากการกระทำของพ่อเกิดแม่เกิด (พ่อแม่ข้างบน) หรือเด็กอาจอยากทราบว่าเป็นใครกลับชาติมาเกิด เป็นญาติฝ่ายพ่อหรือฝ่ายแม่ ต้องการอะไรจากพ่อแม่หรือญาติ เช่น จะเอาแก้วแหวน เงินทอง เสื้อผ้าใหม่ หรือฝ้ายมัดมือ (สายสิญจน์) จากใคร เมื่อถามแล้วผีหม้อนึ่งก็จะแกว่งข้าวเป็นคำตอบ พ่อแม่ก็จะพาเด็กไปรับของจากคนนั้น เพื่อให้หายร้องไห้ถ้าเจ็บป่วยก็อาจจะเซ่นสังเวยหรือส่งหาบสำหรับเด็ก ส่งแถนสำหรับผู้ใหญ่ ถ้าส่งหาบเป็นการขอต่ออายุจากผี พ่อเกิดแม่เกิดให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าส่งแถนเป็นการส่งเคราะห์ หรือสะเดาะเคราะห์ เพื่อขอต่ออายุจากปู่แถนย่าแถน

หัวข้อ / กลับ / ต่อ...


1